Saturday, January 23, 2021

ลักษณะด้านหลัง
พระสมเด็จวัดระฆัง
บรรจุกรุวัดสะตือ จ.อยุธยา
พ.ศ. 2414


Characteristics of the
Backside of 
Somdej Wat Rakang, 
Stored in the Reclining Buddha
of Wat Satue, Ayuthaya
B.E. 2414  

หลังกระดาน
Kradan Back


หลังสังขยา
Sangkhaya Back



หลังกระดาน
Kradan Back

หลังสังขยา
Sangkhaya Back


หลังกระดาน
Kradan Back



หลังกระดาน
Kradan Back


หลังกระดาน
Kradan Back

หลังสังขยา
Sangkhaya Back



หลังกระดาน
Kradan Back


หลังสังขยา
Sangkhaya Back



หลังกระดาน
Kradan Back


หลังผสม
กาบหมาก + สังขยา
Gabmak + Sangkhaya 
Back

หลังปริ
Crack Back



หลังกาบหมาก
Gabmak Back




หลังสังขยา
Sangkhaya Back




หลังเรียบ
Plain Back



หลังกาบหมาก
Gabmak Back



หลังกาบหมาก
Gabmak Back

หลังสังขยา
Sangkhaya Back

หลังกาบหมาก
Gabmak Back



หลังผสม
กาบหมาก + สังขยา
Gabmak + Sangkhaya 
Back

หลังผสม
กาบหมาก + สังขยา
Gabmak + Sangkhaya 
Back



หลังกระดาน
Kradan Back
________________

Saturday, January 16, 2021

 


ข้อเขียนของท่านอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ
เกี่ยวกับ พระสมเด็จวัดระฆัง
บรรจุกรุวัดสะตือ พ.ศ.2414 จ.พระนครศรีอยุธยา
ซึ่งเป็นความรู้สำหรับนักนิยมสะสมพระเครื่อง
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้

Write-ups of  Asst.Prof.
Rangsan Torsuwan
on Somdej Wat Rakang,
stored in Wat Satue
Ayuthaya, B.E.2414:


https://www.facebook.com/rangsantorsuwan/photos/a.495443590489020/1240470802652958 

พระสมเด็จวัดสะตือ จังหวัดอยุธยา
ของสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี
วันนี้ผมอยากจะเล่าถึงเรื่อง พระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี พระเถราจารย์ที่คนไทยทั้งหลายให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างสูงและตลอดกาล ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม ท่านได้เคยสร้างพระบูชาองค์ใหญ่ ซึ่งพวกเราเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” อยู่ทั้งหมด 3 องค์ ได้แก่พระบูชาหลวงพ่อโต ที่วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทอง ซึ่งถือเป็นพระปูนปั้นองค์ใหญ่มากที่สุดในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระหลวงพ่อโตองค์นี้ต้องใช้เวลาสร้างอยู่หลายปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่สามารถนิมนต์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ในพระบรมมหาราชวังได้เป็นระยะเวลานาน

ที่วัดเกศไชโย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านได้สร้าง พระสมเด็จวัดเกศไชโยขึ้น ซึ่งเป็นพระสมเด็จที่พุทธศาสนิกชนมีความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง ในวงการพระเครื่องถือว่าเป็นพระสมเด็จยอดนิยมเป็นอันดับสามรองลงมาจาก พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านยังได้เดินธุดงก์ไปยังอยุทธยา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของโยมแม่ ท่านจึงได้สร้างพระนอนปูนปั้นองค์ขนาดใหญ่รอวมาจาก พระนอนปูนปั้นที่วัดขุนอินทประมูล ในจังหวัดอ่างทอง โดยการสร้างพระนอนที่อยุธยานั้น เป็นการสร้างพระที่วัดสะตือ

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2497 พระนอนที่วัดสะตือได้เกิดชำรุดเสียหายหนัก จึงต้องบูรณะสร้างขึ้นใหม่ จึงได้พบพระเครื่องปูนขาวรูปพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามเป็นจำนวนมาก เราเรียกกันว่า “พระสมเด็จวัดสะตือ”

สำหรับพระหลวงพ่อโตองค์ยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษีได้สร้างเป็นองค์สุดท้าย อยู่ที่วัดอินทร์ กรุงเทพมหานคร โดยที่ยังไม่ปรากฎว่ามีการขุดพบกรุที่บรรจุพระเครื่องพิมพ์ใดในพระหลวงพ่อโตองค์ยืนในกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด

สำหรับพระสมเด็จวัดสะตือนั้น ค้นพบบรรจุอยู่ในองค์พระนอน ซึ่งถูกแช่น้ำมาโดยตลอด พระสมเด็จวัดสะตือในสมัยนั้นลือกันว่า ท่านจอมพล ป. พิบูลสงครามและท่านนายพลอีกหลายท่านครอบครองอยู่ มีพระจำนวนน้อยที่ออกมาสู่มือชาวบ้าน จึงมีผู้ที่พบเห็นน้อยมากครับ

ฯพณฯ จอมพล ป. ได้เคยกราบนมัสการหลวงปู่นาค วัดระฆังโฆษิตาราม ได้ฟังคำชี้แจงจากหลวงปู่ว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี เป็นผู้สร้างพระเครื่องพิมพ์สมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม ทั้งหมดพระที่สร้างในสมัยนั้น ส่วนที่เหลือบางส่วน ท่านเจ้าปนะคุณสมเด็จฯได้เก็บไว้ในฝ้าเพดานพระอุโบสถ วัดระฆังโฆษิตาราม จึงเป็นเหตุให้พระสมเด็จวัดสะตื เป็นพระที่มีพุทธศิลป์ มวลสารการสร้างพระ ตลอดจนการหดตัวและตำหนิศิลปะแม่พิมพ์เหมือนกับ พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้สร้างขึ้นครับ

เมื่อพระนอนปูนปั้นองค์ใหญ่ที่วัดสะตือ จังหวัดอยุธยา สร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม เพราะฉะนั้นพระผงสมเด็จกรุวัดสะตือซึ่งขุดได้จากภายในองค์พระนอนย่อมต้องเป็นพระเครื่องที่สร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างไม่ต้องสงสัย บรรดาเซียนปากสุนัขไม่ต้องสงสัยในประเด็นว่าสร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯหรือไม่ องค์พระนอนนั้นยาวสามสิบกว่าเมตร จัดเป็นพระนอนที่ใหญ่มากเป็นอันดับสองในประเทศไทย พระสมเด็จที่ฝังอยู่ในกรุภายในองค์พระนอนนั้น ถูกแช่น้ำยาวนานมากว่าร้อยปี เพราะที่อยุธยาจะมีน้ำท่วมทุกปี

เมื่อหลายปีก่อนมีเพื่อนผมไปนำพระสมเด็จกรุวัดสะตือมาให้ดู เห็นเป็นพระผุ ๆ พัง ๆ ขี้ดินผสมทราบเต็มไปทั้งองค์ดูแทบจะไม่เป็นพระเครื่องหรือพระสมเด็จเลย ต้องอาศัยอาราธณาเอาครับ

วันนี้พี่เปี๊ยก ปรีชา เอี่ยมธรรม ได้นำพระสมเด็จวัดสะตือมให้ผมดูองค์หนึ่ง เป็นพระที่สวยงามมากครับ เห็นเป็นพระผงสมเด็จเนื้อขาว แต่ไม่เห็นเนื้อในจึงยังไม่สามารถวิเคราะห์ว่า เนื้อมวลสารจะเหมือนพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตารามหรือไม่ มีเศษน้ำรักจับอยู่ประปราย และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีคราบแคลเซียม จับเป็นแผ่นทั่วทั้งองค์พระ สีจึงกลับกลายเป็นสีเทา และพุทธศิลป์เป็นพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม พิมพ์ใหญ่ ซุ้มครอบแก้วเป็นซุ้มหวายผ่าครึ่งที่เส้นใหญ่ จุดโค้งของซุ้มครอบแก้วด้านขวาขององค์พระประธานช่วงบนโค้งจะเอียงเข้าในองค์พระประธาน ตามพุทธศิลป์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม พิมพ์ใหญ่ทั้ง 4 พิมพ์ครับ

เส้นกรอบแม่พิมพ์กรอบนอกด้สนซ้ายมือขององค์พระประธาน จะมีเส้นกรอบพิมพ์จากด้านบนวิ่งลงมาจรดเส้นซุ้มครอบแก้ว บริเวณแขนใกล้ข้อศอกของพระประธาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม พิมพ์ใหญ่ทั้ง 4 พิมพ์เช่นกัน พุทธศิลป์ขององค์พระจะล่ำสันและน่าจะเป็นศิลปะของพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ A ซึ่งจะมีเส้นแซมใต้ฐานเส้นบาง ๆ

สำหรับรายละเอียดตำหนิแม่พิมพ์เช่นหูติดรำไรก็ดี เม็ดพระธาตุก็ดี รอยรูพรุนของเข็มก็ดี รอยหนอนด้นก็ดี หรือรอยปูไต่ก็ดีนั้น ล้วนมองไม่เห็นชัด เพราะเคลือบด้วยผิวแคลเซียม และพิมพ์หลังก็มีกรวดทรายจับอยู่เต็มทั้งองค์ครับ ผิวแคลเซียมเป็นหินปูนซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อองค์พระอยู่ในกรุมีอายุร้อยกว่าปี ของปลอมจะทำขึ้นไม่ได้เลยครับ

อ่านเพิ่มเติม:
Read More:




Tuesday, January 5, 2021


  

ขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา
Glazed Khunpaen, Wat YaiChaimonkol,
Ayuthaya  (B.E.2135)

ภาพ: siamrath.co.th
อ.ราม วัชระประดิษฐ์


Monday, November 9, 2020

ประวัติความเป็นมา
พระสมเด็จวัดระฆัง
บรรจุกรุวัดสะตือ
พ.ศ.2414


History of 
Somdej Wat Rakang 
of Wat Satue
Repository Site
B.E.2414



Original Items
สภาพเดิม 










___________________________

Frontside-cleaned 
Items
ล้างด้านหน้า



________________________

Cleaned items
of both frontside
and backside 
ล้างด้านหน้าและหลัง 






ประวัติความเป็นมาของ
พระสมเด็จวัดระฆัง บรรจุกรุวัดสะตือ 
จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2414

เมื่อปี พ.ศ. 2413  สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ได้ก่อสร้างพระนอนขนาดใหญ่ ยาว 52 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 16 เมตร ขึ้นที่วัดสะตือ เพื่อรำลึกและอุทิศกุศลแด่มารดาของท่าน ซึ่งเป็นคนพื้นที่แถบนี้  ภายหลังเมื่อองค์พระนอนได้ก่อสร้างเสร็จในปีรุ่งขึ้น คือปี พ.ศ. 2414 แล้ว  ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ก็ได้นำพระสมเด็จวัดระฆังบรรทุกเรือขึ้นมา บรรจุไว้ภายในองค์พระนอนในปีนั้น

พระสมเด็จวัดระฆัง บรรจุกรุวัดสะตือ กล่าวกันว่าเริ่มสร้างในปี 2413 ปีเดียวกับที่เริ่มสร้างพระนอน วัดสะตือ เมื่อพระพิมพ์สร้างแล้วเสร็จในปี 2414 ก็ได้นำเอาพระเก่าที่สร้างก่อนหน้านั้นและเก็บไว้ในพระอุโบสถ วัดระฆัง มาสมทบบรรจุในองค์พระนอนวัดสะตือด้วย

พระพิมพ์ต่างๆที่พบในกรุพระนอนวัดสะตือ  มีดังนี้ :-

1) พิมพ์ใหญ่ (รวมถึงพิมพ์ใหญ่พระประธาน)
2) พิมพ์ทรงเจดีย์
3) พิมพ์ฐานแซม
4) พิมพ์เกศบัวตูม
5) พิมพ์ปรกโพธิ์
6) พิมพ์ยอดขุนพล
7) พิมพ์ไสยาสน์
8) พิมพ์เส้นด้าย
9) พิมพ์เกศไชโย 7 ชั้น
10) พิมพ์สามเหลี่ยม
11) พิมพ์เล็บมือ

ด้วยเหตุที่องค์พระนอนตั้งอยู่ริมแม่น้ำ จึงถูกน้ำท่วมเนืองๆ ทำให้องค์พระนอนเสียหาย  และยังทำให้พระในกรุต้องจมน้ำไปด้วย พระที่ลงรักมาแต่แรกในกรุ ถูกขี้โคลนและทรายจับเสียหายไปไม่น้อย  

ปี 2499 ได้มีการบูรณะองค์พระนอนครั้งใหญ่ครั้งแรก  ทำให้พบพระสมเด็จวัดระฆังที่บรรจุในองค์พระนอน พระที่แตกกรุครั้งนั้นไม่ค่อยเป็นข่าวมากนัก เพราะความนิยมพระเครื่องมิได้เฟื่องฟูอย่างปัจจุบัน  พระจำนวนหนึ่งไปอยู่ในมือข้าราชการและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่  ต่อมาได้มีการบูรณะองค์พระนอนอีกหลายครั้ง ทำให้พระแตกกรุออกมาอีก 

คราบกรุที่จับองค์พระรวมทั้งรักเก่าสีดำอมแดงทำให้พระจำนวนมากดูไม่สวย จึงมีการล้างลอกขี้กรุและล้างรักออก ทำให้ผิวพระขาวดูสะอาดและสวย  บางคนล้างเปิดผิวพระทำให้เห็นมวลสาร ซึ่งอาจเป็น ก้อนขาวของผงวิเศษ  เศษแตกหักของพระกำแพงฯ  ก้านธูปสีดำ เม็ดพระธาตุสีใสหรือขาวขุ่น ฯ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า อันเป็นตำรับมวลสารของพระสมเด็จวัดระฆัง  ภาพพระที่เห็นในหน้านี้มีทั้งพระสภาพเดิมจากกรุ และพระล้างผิว ได้นำมาลงเพื่อเป็นความรู้แก่สาธารณชน

_____________________

History in Brief of
Somdej Wat Rakang
Stored in the
Reclining Buddha of
Wat Satue, Ayuthaya
B.E. 2414

Somdej Wat Rakang stored within the body of the reclining Buddha (L: 52 meters, W: 9 meters, H: 16 meters) at Wat Satue, Ayuthaya, were created and blessed by Somdej Toh in B.E.2413 and finished in B.E.2414. 

Once the reclining Buddha was completed its construction project in B.E.2414. All the amulets from Wat Rakang including older amulets that well preserved in Bosth were loaded onto the big boat and going upstream to Wat Satue and stored in the reclining Buddha.

Most of the amulets were coated with red-black lacquer. And they were often sank under water caused by floods. All the amulets were first found in B.E.2499 when the reclining Buddha was under renovation in that years - this is first leak-out of the Somdejs to outside. In later renovation made many times after that also caused the Somdejs were leaked outside.        

In many cases, cleaning the Somdej amulets' surface and their lacquer removal are needed to make them pleasant look. This make their surface exposed and some important materials of the Somdej amulets may be seen with magnified lense or microscope.      

Most of us may not know that most of the multi-million THB Somdej Wat Rakang were coated with black lacquer. Their pleasant look caused by the lacquer removal from the surface.      

*** Bosth = main building in a temple for important monk activities including daily chanting and monk ordination ceremony. 


Sunday, September 20, 2020







A WORKER WAS SHOT 5 ROUNDS,
BULLETS MISSED 

The incident was reported on Thai media on 29 May 2020.  Mr Natsayos, 40 years, an industrial worker in Samrong, Samutprakan province was shot 5 rounds by Mr Thirawat, 27 years, in a short distance with .38 revolver. All bullets missed, but Mr Natsayos stumbled with a flower pot and fell to the ground. The gunman escaped. The news reported Mr Natsayos was saved by LP Waen Rian "Ruamjai", B.E.2518.    

News & images credit: tnews.co.th
https://bit.ly/2FF6Edm